ใครอยากเห็น?
ใครอยากเห็น?
เขียนคืนวันที่ 22 พฤศจิกายน 2551
สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้ ล้วนย่อมมีการต่อสู้…
การต่อสู้ตั้งแต่ระดับเซลล์ ต่อสู้เพื่อจะดำรงชีวิตรอด ตั้งแต่สมัยกำเนิดโลก เซลล์ตัวแรก วิวัฒนาการจวบจนปัจจุบัน สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่หลายล้าน นานาเผ่าพันธุ์ ต่างก็ต่อสู้เพื่อการอยู่รอด ไม่เป็นเหยื่อก็เป็นผู้ล่า
สำหรับมนุษย์ จริงๆ เราต่อสู้กันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเป็นมนุษย์ยุคหิน หาอาหารเพื่อมีชีวิตอยู่ พัฒนาการของมนุษย์เร็วกว่าสัตว์อื่นมากมาย ทุกวันนี้แม้ไม่ต้องทำอาวุธยุคหินไปล่าหาอาหาร แต่การต่อสู้ก็ไม่หยุดยั้งเพียงเท่านั้น
ทุกวันนี้ สำหรับมนุษย์ เป็นเรื่องการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ ของหลายๆสิ่ง เช่น การอยู่รอดในสังคมที่ต้องใช้”เงิน”, การหาเลี้ยงปากท้องของตนเองและครอบครัว, การต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ
การต่อสู้อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เชิงพัฒนาจิตใจ หาใช่การต่อสู้ทางร่างกาย เช่นทุบตี, ชกต่อย, ทำร้ายกัน ซึ่งเป็นเรื่องป่าเถื่อนไป แล้ว การต่อสู้เชิงพัฒนาจิตใจ เช่น การไขว่คว้าหาความสุขในชีวิต, เรื่องธรรมะ, การเอาชนะใจตนเอง, การมีศีลธรรม-คุณธรรม, การต่อสู้กับความเห็นแก่ตัว, การต่อสู้เพื่อพัฒนาสังคม
ดังนั้นทุกวันนี้ การต่อสู้ของมนุษย์ก็ยังมีอยู่เสมอ และการต่อสู้อันประเสริฐ ย่อมแสดงถึงการพัฒนาเชิงจิตใจของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ความพยายามเผยแพร่ธรรมให้แก่โลก ขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้า รวมถึงบรรดาอัครสาวก และสาวกผู้ประเสริฐในปัจจุบัน ในหลายๆประเทศ, ศาสนาต่างๆที่สอนให้คนเป็นคนดี, การลด ละ เลิก ความอยาก ของตน
ที่กล่าวถึงเรื่องการต่อสู้นี้ทั้งหลายนี้ เพื่อที่จะกล่าวถึงการต่อสู้ ของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” บ้าง
หลายๆท่านที่มีโอกาสได้อ่านบทความของข้าพเจ้า ล้วนไม่ต้องสงสัย และเชื่อได้เลยว่า ข้าพเจ้าเป็นพันธมิตรฯ
จริงๆแล้ว คำว่าพันธมิตรฯ อาจนิยามได้ว่าเป็นคนที่ไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ เข้าข้างพันธมิตรฯ อยู่หลายครั้งหลายครา หลายคนมองข้าพเจ้าว่าหัวรุนแรง แม้ถึงขนาด ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าเคยโดนอาจารย์ที่เกลียดพันธมิตร กลั่นแกล้งมาหลายครั้งแล้ว เคยถูกคนด่าว่า ประณาม ถามว่า “มึงติดตามข่าวสารบ้านเมืองไป แล้วมึงคิดว่ามึงจะทำอะไรได้”
ในความเป็นจริงแล้ว ข้าพเจ้าอยากให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ได้เข้าใจว่า “จุดมุ่งหมายของข้าพเจ้า” คือสิ่งใด ซึ่งคงเหมือนกับจุดมุ่งหมายของหลายๆคนในสังคมนี้ ไม่ว่าเสื้อสีใด
จุดหมายของข้าพเจ้า คือ การพัฒนาเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น
สังคมที่ดีขึ้น หมายถึงสังคมที่มีความสุขสงบ สังคมที่ผู้คนในสังคมไม่ว่าชนชั้นวรรณะใด สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข สงบ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง เข่นฆ่ากันตายเหมือนในปัจจุบัน มีความยุติธรรมที่มากขึ้น มีผู้บริหารและนักการเมืองที่สุจริตมากขึ้น ทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินมากขึ้น
สังคมไทยที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการเมืองดีแล้ว การบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาทางสังคมเป็นไปได้ดี การส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การส่งเสริมการศึกษา ล้วนจะนำพาประเทศชาติให้พัฒนาได้ การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ทำให้สังคมมีความสงบสุขมากขึ้น เศรษฐกิจแบบพอเพียง แบ่งปันกันมากขึ้น ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ขูดรีดเลือดเนื้ออย่างทุกวันนี้ ฯลฯ
อ้าว… เหมือน ”การเมืองใหม่” ของพันธมิตรฯ เลยนี่นา
ก็คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าพเจ้าเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตร โดยหาใช่ว่าข้าพเจ้าคิดตามพันธมิตร ฟังเขา เลยบ้าตาม
แต่ ข้าพเจ้า คิด ก่อน เข้าร่วมพันธมิตร ด้วยซ้ำ
ดังนั้น นี่คือคำตอบว่าทำไมพันธมิตรถึงต้องชุมนุม ทำหน้าที่แทนคนจำนวนมากของสังคม ที่มัวแต่เที่ยวเล่น สนุกสุขสรรค์ ท่ามกลางความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนของประชาชน ของสังคมในปัจจุบัน
พันธมิตร ไม่จำเป็นของฝ่าแดด ฝ่าลมฝน มานั่งชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทีท่าที่จะลาออกเลยสักที จนทุกวันนี้ถูกระเบิดเสียชีวิต อย่างน่าสลด ลองคิดถ้าผู้เสียชีวิตเป็นญาติของเรา จะเป็นเช่นไร ทำไมพันธมิตรยังต้องต่อสู้?
ใครอยากเห็น สถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกลบหลู่ดูหมิ่นไปมากกว่านี้ และโดยไม่รู้เลยว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่รอดได้ในวันข้างหน้าหรือไม่?
ใครอยากเห็น นักการเมืองโกงกิน ขายชาติ ขายแผ่นดินอีก การขายเขาพระวิหารแลกกับผลประโยชน์อดีตนายกฯ การออกนโยบายหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ที่ไม่เคยให้ประโยชน์กับประชาชน มีแต่หลอกลวงประชาชน นโยบายประชานิยม ที่ทำลายชาติทั้งสิ้น
ใครอยากเห็น ความขัดแย้งในภาคใต้ ที่รัฐบาลไม่เคยทำสำเร็จ เพราะสร้างความร้าวฉานให้แก่ชาวใต้มามาก ทั้งอุ้มฆ่า-ถล่ม-สลาย, การไม่ให้ความยุติธรรมกับชาวใต้ จนทุกวันนี้ ฆ่า-ระเบิดกันทุกวัน และชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือใดใดกับรัฐบาลในการจับโจรอีก
เหตุผลหลายๆอย่างนี้ ทำให้คนที่คิด “อยากเป็นคนดี ที่มีประโยชน์แก่สังคม” หลายคนออกไปร่วมชุมนุม
ในขณะที่หลายคนนอนเล่น เห็นคนตายเป็นเรื่องธรรมดา เห็นคอรัปชันเป็นเรื่องธรรมดา และตนเองก็อยากทำบ้างด้วย จึงเป็นที่มาของคำว่า “กลางกลวง” ไม่สนใจอะไรยกเว้นประโยชน์ตนเอง แล้วบอกว่าตนเองเป็นกลาง
นักวิชาการ และคนที่เชื่อมั่นตนเองหลายคนบอกว่า ตนเองรู้จักคำว่าประชาธิปไตย ทั้งที่ชาตินี้ไม่เคยร่วมกิจกรรมทางการเมือง นั่งจิ้มแป้นพิมพ์ แล้วบอกว่าตนเองรู้จักประชาธิปไตย กิจกรรมที่ว่า ได้แก่ การเลือกตั้ง, การร่วมกิจกรรมสังคมต่างๆ, สิทธิ เสรีภาพจริงๆ, การชุมนุมแสดงพลังทางการเมือง
ก็เลยย้อนอดีตสักแค่ 3-4ปี ที่ผ่านมา วันนี้ประเทศชาติพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในด้านดีมากขนาดไหน ก็ไม่ใช่เพราะคนที่ล้วนอยากทำดี มีประโยชน์แก่สังคมหรอกเหรอ ทั้งผู้มีส่วนร่วมในสังคมภาคต่างๆ ประชาชน, NGO, ชนชั้นแรงงาน ฯลฯ
แต่สิ่งที่ถ่วงความเจริญไม่มีที่สิ้นสุด ก็คงยังเป็นการเมืองระบอบเก่า นักการเมืองเก่าๆ ที่คิดแต่โกงกินเพื่อตนเองอยู่ดี
สงครามครั้งสุดท้าย 23-24 พฤศจิกายนนี้ ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร แต่ถ้าตราบใดที่ไม่เป็นดังพระบรมราโชวาทที่ว่า
"…..ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครอง บ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ ….."
ก็จะเป็นดั่งพระบรมราโชวาท ที่ศักดิ์สิทธิ์ และทรงทอดพระเนตร เหตุการณ์ไกล
นั่นคือ จะเกิดความเดือดร้อน วุ่นวาย ถึงขนาด เสียชาติ เสียแผ่นดิน ไม่รู้ว่าจะนองเลือดกันอีกกี่ครั้ง ตราบใดที่คนเลวยังปกครองคนดี
เหตุนี้ จึงมีคำกล่าวจากเวที ที่ว่า “ถ้าแพ้ ก็ยกประเทศให้เขาไปเลย”
ขอให้ท่านผู้อ่านที่คิดอยากทำประโยชน์ให้สังคมบ้าง อย่านิ่งเฉย…และคงต้องถามว่า ใครอยากเห็น? ประเทศไทยล่มจมต่อหน้า อย่าลืมนั่งเฉยต่อไป